รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 63 วางหลักว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ… ”
แม้ผมจะเป็นนักศึกษากฎหมายคนหนึ่งที่ผ่านการร่ำเรียนวิชากฎหมายมาแล้วถึง 2 ปี ผมก็ยังไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธคืออะไร
เอาแค่ “ประชาธิปไตยคืออะไร” ผมยังอธิบายไม่ได้เลยครอบครัวผมประกอบกิจการร้านถ่ายรูป มีบ้านเช่าหลังหนึ่งซึ่งเปิดเป็นร้านถ่ายรูปตั้งอยู่ ณ เมืองพัทยา เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย รายได้ส่วนใหญ่ของครอบครัวผมผูกติดอยู่กับนักท่องเที่ยวหลายชาติหลากภาษาที่แวะเวียนเข้ามาท่องเที่ยวที่นี่ เป็นเวลาหลายต่อหลายปีแล้วที่เรายึดอาชีพนี้หาเลี้ยงครอบครัว แต่กิจการของเราก็ไม่ได้เข้มแข็งขึ้นตามกาลเวลา ซ้ำยังถูกรุมเร้าด้วยปัญหาที่เราเองไม่อาจจัดการอะไรกับมันได้
วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมไม่อาจช่วยอะไรได้ นอกจากเฝ้าดู แล้วหัวเราะอย่างเบื่อหน่ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และหัวเราะให้กับความรู้ที่ตัวเองมีอยู่ในหัว แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้ตั้งแต่เช้า เสียงโทรศัพท์มือถือของผมร้องเตือนขึ้นเป็นสัญญาณว่ามีข้อความใหม่เข้ามา ผมไม่แปลกใจกับเรื่องนี้เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นข้อความข่าวที่ผมได้รับอยู่เป็นประจำ อีกทั้งยังเดาได้อีกด้วยว่าจะเป็นเรื่องอะไร...
ข้อความที่ได้รับนั้นรายงานถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มเสื้อแดง ณ โรงแรมรอยัลคลิฟบีช รีสอร์ท ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และสถานที่นั้นก็อยู่ห่างออกไปจากที่ที่ผมนอนอยู่ไม่กี่กิโลเมตร
ผมไล่สายตาอ่าน พยายามจะหาข่าวอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เมื่อพบว่าไม่มีข่าวอื่นอีกแล้ว ผมก็ล้มตัวลงนอนต่อและนึกโมโหตัวเองที่ไม่ยอมปิดเสียงโทรศัพท์ก่อนเข้านอน
กว่าผมจะเลื้อยลงจากที่นอนและจัดการตัวเองให้ลงมาอยู่หน้าร้านก็เป็นเวลาบ่ายโมงแล้ว โทรทัศน์หน้าบ้านส่งเสียงงึมงำรายงานเกี่ยวกับเรื่องการชุมนุม ผมจับใจความได้แค่ “เข้าไปได้แล้ว” กับ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” เท่านั้น จากนั้นผมก็นั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ เปิดเครื่อง และเริ่มดำเนินชีวิตประจำวันของผมอย่างแท้จริงเสียที
เป็นอีกหนึ่งวันที่น่าเบื่อ โลกไซเบอร์อันกว้างใหญ่ของผมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมหยิบหนังสือ “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” ของวินทร์ เลียววาริณ มาอ่าน ตั้งใจว่าจะอ่านให้จบก่อนกลับมหาวิทยาลัยในอีกสองวัน แต่อ่านไปได้ไม่ทันไรผมก็ต้องวางหนังสือแล้วลุกไปถ่ายเอกสารให้ลูกค้าที่เพิ่งเข้ามาใหม่ เพราะคนอื่นๆ ในร้านกำลังง่วนอยู่กับหน้าที่ของตัวเอง นั่นทำให้ผมต้องเดินเข้าไปใกล้โทรทัศน์มากขึ้นและจำต้องให้ความสนใจกับมันอย่างไม่อาจทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ภาพในโทรทัศน์แสดงให้เห็นถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่รวมตัวกันเป็นคลื่นสีแดงกรูเข้าไปในอาคารกระจกหรูหราที่บัดนี้ดูราวกับเป็นห้างสรรพสินค้าที่ประกาศแจกสินค้าฟรี มีทหารหลายนายยืนอยู่ใกล้ ๆ บริเวณนั้น เฝ้ามองด้วยความสงบและดูไร้พิษสงอย่างสิ้นเชิง
แวบแรกผมรู้สึกฉุนเล็กน้อย “ปล่อยให้เข้าไปได้ไงวะ...”
แต่เมื่อเอกสารไหลออกมาจากเครื่อง ผมก็กลับไปสนใจอยู่กับงานและเตรียมรับมือกับลูกค้าต่างชาติที่เดินเข้ามาใหม่อีกรายหนึ่ง
เมื่อค่าถ่ายเอกสารสี่บาทถูกหย่อนลงไปรวมกับเหรียญอื่น ๆ ในลิ้นชัก ผมกลับมานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ด้านล่างของจอภาพปรากฏแถบสีส้มกระพริบอยู่เป็นสัญญาณว่ามีใครบางคนต้องการติดต่อกับผม เป็นรุ่นน้องที่เรียนโรงเรียนเดียวกันสมัยมัธยมนั่นเอง
รุ่นน้องคนนั้นถามผมว่ารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อนุมานจากการที่เป็นคนพัทยาเหมือนกันก็คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่าหมายถึงเหตุการณ์ใด.. แล้วทำไมต้องเป็นผมที่ตอบคำถามนี้นะ
ผมตอบไปว่า รู้สึกเบื่อมาก วันนี้แทบจะไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย คงจะขาดทุนแน่นอน...
ผมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำตอบที่รุ่นน้องคาดว่าจะได้จากรุ่นพี่ที่เรียนคณะนิติศาสตร์อย่างผม แต่อันที่จริงแล้ว ผมก็ไม่ได้มีความรู้ที่จะตอบอะไรได้มากไปกว่านี้ ข้อมูลทั้งหมดที่ผมมีอยู่ในหัวไม่ได้ช่วยให้ผมสามารถพูดถึงเรื่องการเมืองได้เป็นฉาก ๆ เหมือนกับที่พ่อผมกำลังคุยกับลูกค้าคนหนึ่งอยู่ตอนนี้อย่างออกรส ผมนึกชื่นชมพ่อที่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองได้อย่างเฉียบคม และนึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ตนเองไม่อาจเสนอความเห็นใด ๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างนั้นบ้าง
จากการเฝ้าสังเกตตลอดทั้งวัน ผมมีความสุขเป็นอย่างยิ่งเมื่อพบว่าลูกค้าแทบทุกคนที่เดินเข้ามาในร้านจะต้องบ่นอุบถึงเรื่องความเดือดร้อนจากการชุมนุมดังกล่าวด้วยอารมณ์หงุดหงิด ไม่ใช่เพราะผมมีความสุขที่ได้เห็นคนอื่นเป็นทุกข์หรือเพราะผมมีใจสนับสนุนฝ่ายเสื้อสีใด ๆ แต่ความสุขของผมเกิดขึ้นเพราะผมได้เห็นจุดเล็ก ๆ ของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน แม้จะเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่องที่กระทบกับความเป็นอยู่ของตัวเอง แต่ผมถือว่าความคิดเหล่านั้นจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเดินทางไปสู่การปกครองที่เหมาะสมกับประชาชนในชาติได้ในที่สุด
แต่ขออย่าให้เขาเหล่านั้น เดือดร้อนแต่เฉพาะเรื่องของตัวเองก็พอ
มหาวิทยาลัยอันเป็นที่รักพร่ำสอนผมอยู่เสมอให้รู้จักรักประชาชน โดยไม่ได้ตั้งใจ ผมได้ซึมซับเอาปณิธานดังกล่าวเข้าไว้ในตัวตนเสมอมาตั้งแต่ก้าวแรกที่ได้เข้ามาศึกษา ณ ที่แห่งนี้ คำกล่าวที่ว่า “ประโยชน์มหาชนคือกฎหมายสูงสุด” เป็นเสมือนหลักการสำคัญที่ยิ่งตอกย้ำให้ผมมั่นใจในหนทางที่ผมก้าวเดิน เพียงแต่มีปัญหาใหญ่ที่ทำให้ผมยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เป็นปัญหาที่ทำให้ผมรู้สึกเบื่อหน่ายทุกครั้งที่ต้องรับรู้ความเป็นไปทางการเมืองทุกวันนี้
“ประชาชนต้องการอะไร?”
ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่า เหตุใดประชาชนมากมายจึงพร้อมใจกันเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเป็นจำนวนนับพันนับหมื่น หรือบางครั้งนับแสนคน แม้พวกเขาเหล่านั้นจะประสบปัญหาความยากจน มีปัญหาความไม่มั่นคงในการทำมาหาเลี้ยงชีพ แต่พวกเขาก็ยอมเสียเวลาอันมีค่าในการทำมาหากินเพื่อมาเป็นจุดสีเล็ก ๆ จุดหนึ่งในการชุมนุม ซึ่งทุกวันนี้ผมยังไม่เห็นว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ประการใดกับตัวเขาเหล่านั้น ต่อให้พวกเขาได้รับชัยชนะตามเป้าหมายของการชุมนุม ชีวิตของเขาเหล่านั้นจะเปลี่ยนไปหรือไม่ หรือพวกเขาก็ยังคงเป็นประชาชนที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับความยากจนอยู่เหมือนเดิม...
แล้วเขาเข้าร่วมการชุมนุมเพื่ออะไรกันแน่?
อาจเป็นเพราะผู้ชุมนุมทุกคนต่างมีจิตสาธารณะ ยึดมั่นในประโยชน์มหาชน ต้องการให้ประชาชนทุกคนมีความสุข ดังเช่นปณิธานของผม...
แล้วสิ่งที่พวกเขาทำ สร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนจริงหรือ? ทุกคนในฐานะประชาชนชาวไทยคงจะตอบคำถามนี้ได้เป็นฉาก ๆ เหมือนพ่อของผม การเรียกร้องประชาธิปไตย ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ประชาธิปไตย คืออะไร? ตอบผมได้หรือไม่...ผมจึงสงสัย
ประชาชนต้องการอะไรกันแน่...
โทรทัศน์เครื่องเดิมยังคงส่งเสียงรายงานข่าวตามหน้าที่ของมัน เสียงนายกรัฐมนตรีดังแว่วออกมา ภาวะฉุกเฉินสิ้นสุดลงพร้อม ๆ กับแสงทองจากดวงอาทิตย์และเข้าแทนที่ด้วยแสงสียามค่ำคืนของเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ ผมมองออกไปนอกร้าน ถนนยังคงมีรถวิ่งอย่างบางตา ไม่มีลูกค้าเดินเข้ามาในร้านกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว ทุกคนในร้านนั่งดูโทรทัศน์ ยกเว้นผมที่ยังคงนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เงี่ยหูฟังพ่อบ่นถึงยอดขายของวันนี้ที่เป็นผลจากการชุมนุม ผมอมยิ้ม แล้วพิมพ์บทความนี้จนถึงบรรทัดสุดท้าย...
แด่ประชาชน ผู้ยึดมั่นในประโยชน์มหาชน